กลับมาเขียนบล็อกอีกครั้ง หลังหายไปเกือบ 10 ปี

บันทึกการกลับมาเขียนบล็อกของ Pongpat Janthai หลังจากไม่ได้อัปเดตมานานเกือบ 10 ปี พร้อมเปลี่ยนทิศทางใหม่ให้เป็น Portfolio ด้าน AI, WordPress, การทำเว็บไซต์ และประสบการณ์จริงจากงานเทคโนโลยี

บล็อกนี้เคยเป็นมุมเล็ก ๆ ของเด็กวิศวะฯ คนหนึ่ง ที่ชอบลองผิดลองถูกกับเว็บไซต์ WordPress และการเขียนโค้ด ผ่านไปเกือบ 10 ปี เด็กคนนั้นไม่ได้หายไปไหน แค่โตขึ้น เจอลูกค้า เจอเซิร์ฟเวอร์ล่ม เจอปลั๊กอินพัง เจอ Deadline และเจอ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานไปทั้งระบบ จากช่วงเวลาดังกล่าว ผมจะมาเล่าแบบรวบรัดในโพสต์นี้ มาดูกันว่าจะเป็นยังไง

กลับมาเขียนบล็อกอีกครั้ง หลังหายไปเกือบ 10 ปี
กลับมาเขียนบล็อกอีกครั้ง หลังหายไปเกือบ 10 ปี

ถ้านับถึงวันนี้ ก็เกือบสิบปีแล้วที่ผมไม่ได้กลับมาเขียนอะไรลงที่นี่จริงจังอีกเลย บล็อกนี้เคยเป็นเหมือนพื้นที่เล็ก ๆ ของผม เป็นที่ที่ผมใช้เขียนบันทึก ทดลอง เรียนรู้ และแชร์เรื่องที่สนใจ โดยเฉพาะเรื่องเว็บไซต์ WordPress การเขียนโค้ด SEO และเรื่องราวเทคโนโลยีที่ได้ลองทำด้วยตัวเอง

หลังจากนั้นผมย้ายไปเขียนอีกบล็อกหนึ่งชื่อ Green.in.th ซึ่งเว็บนั้นก็ยังเปิดอยู่จนถึงวันนี้ แต่ด้วยเวลาที่ผ่านไป เนื้อหาหลายส่วนเริ่มเปลี่ยนทิศทางไป โดยเฉพาะบทความ Guest Post ที่มีเข้ามาค่อนข้างเยอะ จนเว็บเริ่มดูรก และไม่ค่อยสะท้อนตัวตนของผมเหมือนเดิม

สุดท้ายผมเลยคิดว่า ถ้าจะกลับมาเขียนอะไรที่เป็นตัวเองจริง ๆ อีกครั้ง ก็คงต้องกลับมาที่ “บ้านหลังเดิม” หลังนี้

บ้านที่เคยเริ่มจากความสนุก บ้านที่เคยเขียนโดยไม่ได้คิดเรื่องยอดวิวมากนัก บ้านที่เคยเป็นพื้นที่ทดลองของเด็กวิศวะฯ คนหนึ่ง และวันนี้ บ้านหลังนี้กำลังจะถูกปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง

ไม่ใช่แค่เพื่อกลับมาเขียนบล็อก แต่เพื่อเปลี่ยนให้ที่นี่กลายเป็น Portfolio และบันทึกการเดินทางของผมในโลกเทคโนโลยี

เกือบ 10 ปีที่ผ่านมา มีอะไรเปลี่ยนไปเยอะมาก

ช่วงเวลาที่ผมหายไปจากบล็อกนี้ ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ผมหายไปจากโลกเทคโนโลยี ตรงกันข้ามเลยครับ มันเป็นช่วงที่ชีวิตผมเปลี่ยนไปเยอะมาก เปลี่ยนทั้งเรื่องงาน วิธีคิด วิธีใช้ชีวิต และมุมมองต่อคำว่า “ความสำเร็จ”

ก่อนหน้านี้ ผมเคยทำงานอยู่ที่ Western Digital ในตำแหน่ง Engineer เป็นบริษัทระดับโลก งานมั่นคง สภาพแวดล้อมดี เส้นทางอาชีพชัดเจน ถ้าพูดกันตรง ๆ ก็คือเป็นงานที่หลายคนมองว่า “ดีมากแล้ว”

บริษัทใหญ่ ระบบดี สวัสดิการดี อนาคตดูปลอดภัย อยู่ใน Comfort Zone ที่แข็งแรงมาก

แต่ในใจลึก ๆ ผมรู้สึกว่าตัวเองยังอยากลองอะไรบางอย่าง อยากขยับออกไปเจอโลกที่ไม่เป็นระบบเท่าบริษัทใหญ่ อยากทำงานที่ได้เห็นผลลัพธ์ใกล้ขึ้น ได้คุยกับลูกค้าจริง ได้แก้ปัญหาจริง ได้เห็นว่าของที่เราทำไปช่วยธุรกิจของใครบางคนได้อย่างไร

สุดท้ายผมตัดสินใจลาออก

เป็นการตัดสินใจที่ไม่ได้ง่ายเลย เพราะการออกจาก Comfort Zone มันไม่ได้เท่เหมือนในคำคมบน Facebook เสมอไป ของจริงคือมีทั้งความกังวล ความไม่แน่นอน และคำถามในหัวว่า “เราคิดถูกไหมวะ”

แต่พอมองย้อนกลับไป วันนี้ผมตอบได้ว่า
การตัดสินใจครั้งนั้น เป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีวิตการทำงานของผม

จากบริษัทระดับโลก สู่บริษัทเล็ก ๆ ที่ได้เห็นโลกกว้างกว่าเดิม

หลังจากออกจากงานประจำในบริษัทใหญ่ ผมได้มาทำงานกับบริษัทเล็ก ๆ

คำว่า “บริษัทเล็ก” ในที่นี้ ไม่ได้แปลว่างานเล็กตามไปด้วย ตรงกันข้าม งานในบริษัทเล็กทำให้ผมได้เห็นภาพรวมของธุรกิจมากขึ้นเยอะมาก

ถ้าอยู่บริษัทใหญ่ เราอาจรับผิดชอบงานเฉพาะส่วนหนึ่งในระบบใหญ่
แต่พอมาทำงานกับบริษัทเล็ก เราต้องเห็นแทบทุกอย่าง

คุยกับลูกค้า
วางแผนงาน
ประเมินปัญหา
ทำเว็บไซต์
ดูแลระบบ
แก้งาน
ส่งมอบ
รับ Feedback
และบางครั้งก็ต้องเป็นฝ่ายดับไฟตอนมีปัญหาเกิดขึ้น

เป็นช่วงเวลาที่เหนื่อย แต่สนุกมาก

อีกสิ่งที่ผมชอบมากคือการได้ทำงานแบบ Work from Home ได้กลับมาใช้ชีวิตใกล้บ้านมากขึ้น ไม่ต้องอยู่ในกรอบการทำงานแบบเดิมทุกวัน ได้จัดการเวลาของตัวเองมากขึ้น และได้ทำงานใกล้ชิดกับลูกค้าหลากหลายธุรกิจ

ผมได้เรียนรู้ว่า เว็บไซต์ไม่ใช่แค่เรื่องของดีไซน์ ไม่ใช่แค่เรื่องของโค้ด และไม่ใช่แค่การติดตั้ง WordPress ให้เสร็จ

แต่เว็บไซต์คือเครื่องมือทางธุรกิจ

บางเว็บมีไว้สร้างความน่าเชื่อถือ
บางเว็บมีไว้ขายของ
บางเว็บมีไว้รับลูกค้าใหม่
บางเว็บมีไว้ลดภาระงานหลังบ้าน
บางเว็บมีไว้เป็นศูนย์กลางข้อมูลขององค์กร

การทำงานใกล้ลูกค้าทำให้ผมเห็นว่า คนทำเว็บไซต์ที่ดี ไม่ควรเข้าใจแค่เทคนิค แต่ต้องเข้าใจธุรกิจของลูกค้าด้วย

ตรงนี้แหละที่เปลี่ยนวิธีคิดของผมไปมาก

ประสบการณ์จากการลุยจริง ทำให้เห็นภาพรวมมากขึ้น

การได้ทำงานในบริษัทเล็ก ทำให้ผมได้ลุยหลายอย่างพร้อมกัน

จากเดิมที่มองงานเป็นชิ้น ๆ ผมเริ่มมองงานเป็นระบบมากขึ้น เริ่มเข้าใจว่าเว็บไซต์หนึ่งเว็บไม่ได้มีแค่หน้าเว็บที่คนเห็น แต่มีหลายชั้นซ้อนอยู่ข้างหลัง

มีเรื่องโครงสร้างข้อมูล
มีเรื่องประสบการณ์ผู้ใช้งาน
มีเรื่อง SEO
มีเรื่องความเร็ว
มีเรื่องความปลอดภัย
มีเรื่อง Server
มีเรื่อง Backup
มีเรื่องการดูแลหลังบ้าน
มีเรื่องการสื่อสารกับลูกค้า
มีเรื่องการส่งมอบงานให้ใช้งานได้จริง

และเมื่อเราเห็นภาพรวมมากขึ้น คำถามต่อมาคือ

“แล้วถ้าเราสร้างทีมของตัวเองขึ้นมาล่ะ?”

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมขยับมาเปิดบริษัทเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง

บริษัทที่เริ่มจากความถนัดของตัวเอง
เริ่มจากประสบการณ์ที่สะสมมา
เริ่มจากความเชื่อว่า ทีมเล็กก็ทำงานคุณภาพได้
และเริ่มจากสิ่งที่ผมคุ้นเคยมาตลอด นั่นคือ WordPress

ISAN Dev กับการเลือกทำในสิ่งที่ถนัด

วันนี้ผมมีทีมเล็ก ๆ ของตัวเองในชื่อ ISAN Dev

เราไม่ได้เริ่มจากการพยายามทำทุกอย่างให้ดูใหญ่
แต่เริ่มจากการโฟกัสในสิ่งที่เราถนัดจริง ๆ คือการทำเว็บไซต์ด้วย WordPress

สำหรับผม WordPress ไม่ใช่แค่ CMS ยอดนิยม แต่เป็นเครื่องมือที่ยืดหยุ่นมากพอสำหรับธุรกิจหลายรูปแบบ ตั้งแต่เว็บไซต์บริษัท เว็บไซต์บริการ เว็บไซต์หลายภาษา เว็บไซต์บทความ ไปจนถึงระบบที่ต้องต่อยอดร่วมกับปลั๊กอินหรือระบบอื่น ๆ

แต่สิ่งที่ผมให้ความสำคัญมากกว่าการ “ทำเว็บให้เสร็จ” คือการทำเว็บให้ใช้งานได้ดีในระยะยาว

เพราะเว็บไซต์ที่ดี ไม่ควรสวยแค่วันส่งงาน
แต่ควรโหลดเร็ว ดูแลง่าย ปลอดภัย และพร้อมเติบโตไปกับธุรกิจของลูกค้า

ทำเว็บไซต์ให้เร็ว ไม่ใช่แค่ความชอบ แต่มันคือมาตรฐาน

หนึ่งในเรื่องที่ผมค่อนข้างอินเป็นพิเศษ คือเรื่องความเร็วของเว็บไซต์

ผมชอบทำให้เว็บโหลดเร็ว
ชอบดูตัวเลข PageSpeed
ชอบปรับจูน Cache
ชอบไล่ดูว่าอะไรทำให้เว็บหนัก
ชอบแก้ปัญหาประเภท “เว็บก็สวยนะ แต่โหลดทีนึกว่ารอข้าวเหนียวนึ่ง”

เพราะในมุมของธุรกิจ ความเร็วเว็บไซต์ไม่ใช่เรื่องเล็ก

เว็บโหลดช้า คนก็ปิด
คนปิด โอกาสขายก็หาย
โอกาสขายหาย เจ้าของเว็บก็เสียเงินแบบเงียบ ๆ

นี่คือเหตุผลที่ทีมเราให้ความสำคัญกับการเลือก Theme และ Plugin มากเป็นพิเศษ เราไม่ได้เลือกแค่ว่าอันไหนสวย หรืออันไหนมีลูกเล่นเยอะ แต่ดูว่าโครงสร้างมันดีไหม โหลดหนักไหม รองรับการใช้งานระยะยาวหรือเปล่า และปลอดภัยพอไหม

แนวทางหลักที่เราเลือกใช้คือ Gutenberg Editor เป็นแกนกลางในการทำเว็บไซต์

เพราะเรามองว่า WordPress เดินมาทางนี้แล้ว ถ้าจะทำเว็บให้ยั่งยืน ควรใช้เครื่องมือที่สอดคล้องกับทิศทางของ WordPress เอง ไม่ใช่พึ่งพาระบบที่ทำให้เว็บหนักโดยไม่จำเป็น

Theme และ Plugin ที่เราเลือกใช้จึงต้องรองรับ Gutenberg ได้ดี
ทำงานเร็ว
โครงสร้างสะอาด
ดูแลง่าย
และไม่ทำให้เว็บไซต์กลายเป็นภาระในอนาคต

ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ เราเลือกดูแลเอง เพราะเว็บที่ดีต้องมีฐานที่ดี

อีกเรื่องที่ผมให้ความสำคัญไม่แพ้หน้าเว็บ คือฝั่งเซิร์ฟเวอร์

หลายคนอาจมองว่า ทำเว็บไซต์ก็คือออกแบบหน้าเว็บ เขียนเนื้อหา ใส่รูป แล้วจบ แต่ในความเป็นจริง เว็บไซต์ที่ดีต้องมีพื้นฐานด้าน Server และ Infrastructure ที่ดีด้วย

ทีมเราจึงเลือกเปิดและปรับจูนเซิร์ฟเวอร์เอง เพื่อให้เหมาะกับการใช้งาน WordPress โดยเฉพาะ

เราเลือกใช้ LiteSpeed Server เพราะตอบโจทย์เรื่อง Performance ได้ดี รองรับระบบ Cache ได้มีประสิทธิภาพ และช่วยให้เว็บไซต์ทำคะแนน PageSpeed ได้ดีกว่าแนวทางทั่วไปในหลายกรณี

นอกจากนั้น เรายังให้ความสำคัญกับระบบสำรองข้อมูล ระบบความปลอดภัย และการดูแลหลังบ้าน เพราะเว็บไซต์ลูกค้าไม่ใช่ของเล่นทดลอง

เว็บลูกค้าคือหน้าร้าน
คือเครื่องมือขาย
คือภาพลักษณ์ของธุรกิจ
คือทรัพย์สินดิจิทัลของเขา

ดังนั้นสิ่งที่เราทำจึงไม่ใช่แค่ “รับทำเว็บไซต์”
แต่เป็นการดูแลเว็บไซต์แบบครบวงจร ตั้งแต่แนวคิด การออกแบบ การพัฒนา การวางระบบ ไปจนถึงการดูแลหลังเปิดใช้งาน

พูดง่าย ๆ คือ
เราเป็นทีมเล็ก แต่ไม่ได้ทำงานแบบเล็ก

จากทีมเล็กในอีสาน สู่เครือข่ายที่ค่อย ๆ เติบโต

ตลอดช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ISAN Dev ค่อย ๆ เติบโตขึ้นจากทีมเล็ก ๆ

เราได้รู้จักลูกค้ามากขึ้น
ได้ทำงานกับธุรกิจหลากหลายประเภท
ได้สร้างเครือข่ายมากขึ้นในภาคอีสาน
ได้เจอพาร์ทเนอร์ใหม่ ๆ
ได้เรียนรู้จากผู้ประกอบการตัวจริง
และเริ่มมีโอกาสขยาย Connection ไปถึงประเทศลาว

สำหรับผม สิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก

เพราะมันทำให้เห็นว่า คนทำงานเทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในเมืองใหญ่เสมอไป ทีมเล็ก ๆ ในอีสานก็สามารถสร้างงานคุณภาพ สร้างระบบที่ดี และช่วยธุรกิจเติบโตได้เหมือนกัน

อีสานไม่ได้เป็นแค่พื้นที่ทางภูมิศาสตร์สำหรับผม
แต่มันคือรากของตัวตน
คือพื้นที่ที่ผมอยากเห็นธุรกิจท้องถิ่นเติบโต
และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ

แล้วบล็อกนี้จะเขียนอะไรต่อจากนี้

การกลับมาเขียนบล็อกครั้งนี้ ผมไม่ได้ตั้งใจจะเขียนแบบเดิมทั้งหมด

แต่จะใช้พื้นที่นี้เป็นเหมือนบันทึกการทำงาน ความคิด ประสบการณ์ และบทเรียนที่ได้จากการทำงานจริง

เรื่องที่น่าจะได้เห็นมากขึ้นหลังจากนี้ เช่น

  • ประสบการณ์การทำเว็บไซต์ด้วย WordPress
  • การออกแบบเว็บไซต์ให้ธุรกิจใช้งานได้จริง
  • การทำเว็บไซต์ให้โหลดเร็วและปลอดภัย
  • การเลือก Theme และ Plugin ที่เหมาะกับงาน
  • การใช้ AI เข้ามาช่วยทำงาน
  • Automation สำหรับธุรกิจ
  • การดูแล Server และ Infrastructure
  • เบื้องหลังการทำงานของ ISAN Dev
  • Case Study จากงานจริง
  • บันทึกส่วนตัวในฐานะคนทำงานเทคโนโลยีคนหนึ่ง

ผมอยากให้บล็อกนี้เป็นมากกว่า Portfolio ที่เอาไว้โชว์ผลงาน

แต่อยากให้เป็นพื้นที่ที่คนอ่านได้เห็นวิธีคิด เห็นกระบวนการ เห็นการเติบโต และอาจได้ไอเดียบางอย่างกลับไปใช้กับธุรกิจหรือการทำงานของตัวเอง

กลับมาที่บ้านหลังเดิม แต่ไม่ใช่คนเดิม

ถ้าบล็อกนี้คือบ้านหลังเดิม
วันนี้ผมคงไม่ได้กลับมาในฐานะเด็กวิศวะฯ คนเดิมที่นั่งลอง WordPress ด้วยความสนุกอย่างเดียวแล้ว

ผมกลับมาในฐานะคนที่ผ่านงานจริงมากขึ้น
ผ่านลูกค้าหลากหลายมากขึ้น
ผ่านโปรเจกต์ที่ทั้งสำเร็จและปวดหัวมากขึ้น
ผ่านการตัดสินใจลาออกจากงานที่มั่นคง
ผ่านการเริ่มสร้างทีมของตัวเอง
และผ่านการเรียนรู้ว่า เทคโนโลยีที่ดี ไม่ใช่แค่ของที่ล้ำที่สุด แต่คือของที่ช่วยแก้ปัญหาให้คนใช้งานได้จริง

เกือบสิบปีที่ผ่านมา โลกเปลี่ยนไปมาก

WordPress เปลี่ยน
AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงาน
เครื่องมือทำเว็บเปลี่ยน
พฤติกรรมผู้ใช้งานเปลี่ยน
ธุรกิจต้องปรับตัวเร็วขึ้น
และตัวผมเองก็เปลี่ยนไปไม่น้อยเหมือนกัน

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนเดิมคือ
ผมยังสนุกกับการเรียนรู้ ทดลอง และลงมือทำ

นี่คือเหตุผลที่ผมกลับมาเขียนบล็อกอีกครั้ง

ไม่ใช่เพราะอยากย้อนกลับไปเป็นคนเดิม
แต่เพราะอยากใช้บ้านหลังเดิมนี้ บันทึกการเดินทางบทใหม่ของตัวเอง

จากนี้ไป pongpat.janthai.com จะไม่ใช่แค่บล็อกเก่าที่ถูกทิ้งไว้
แต่จะเป็นพื้นที่ที่ผมใช้เล่าเรื่องงาน เทคโนโลยี WordPress AI เว็บไซต์ และประสบการณ์จริงจากการทำงาน

บ้านหลังเดิมถูกเปิดประตูอีกครั้งแล้วครับ

คราวนี้ไม่ได้กลับมาแค่ปัดฝุ่น
แต่กลับมาเพื่อสร้างอะไรใหม่ ๆ ต่อจากตรงนี้.

Share to :
Pongpat Janthai
Pongpat Janthai

Computor Engineering Of Khon Kaen University

Articles: 362